Home ข้อคิดสอนใจ 8 สิ่งที่ได้เรียนรู้ จากการเป็นลูกจ้างมาครึ่งชีวิต (เตือนสติได้ดีมาก)

8 สิ่งที่ได้เรียนรู้ จากการเป็นลูกจ้างมาครึ่งชีวิต (เตือนสติได้ดีมาก)

8 second read
0
0
294

1. เพราะเราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานอย่ างเดียว

เราไม่ได้ทำงานแล้วแฮปปี้ทุกวัน หลายครั้งที่เรากลับไปบ้ า นแล้วอย ากจะลาออกมันซะเดี๋ยวนั้น แต่ถ้าเรามีเป้าหมายอื่นๆ ในชีวิต เช่น วิ่งมาราธอน, ปลูกต้นไม้ หรือแม้กระทั่งต่อ ป.โท

การเปลี่ยนโหมดมาทำเรื่องที่เราชอบจะทำให้อารมณ์ดีขึ้น และ เพิ่มความมั่นใจ เพราะการเฟลจากที่ทำงานส่วนมากมักทำให้เราเสียกำลังใจ และขาดความมั่นใจในตนเอง สำหรับเรามันส่งผลถึงการเข้าสังคม การตัดสินใจในเรื่องงาน และ อีกมากมาย

ยกตัวอย่ าง… มีเพื่อนคนนึงชอบตัดเย็บเสื้อผ้ามาก จริงจังขนาดลงคอร์สเรียนเส า ร ์อาทิตย์ ตอนนี้ทำงานประจำไปด้วย ตัดเสื้อผ้าขายไปด้วย จนตอนนี้เปิดร้านขายออนไลน์สร้างเป็นอาชีพเสิรมที่มีรายได้มากกว่างานประจำไปละ

2. หัวหน้าก็คนนะ.. รู้ยัง

สำหรับมนุษย์เงินเดือนตัวจ้อยอย่ างเรา สิ่งที่พวกเรายำเกรงที่สุดในที่ทำงานก็คงจะหนีไม่พ้นเจ้านาย คนที่เป็นหัวหน้างานเองก็มีนิสัยแตกต่างกันไป อย่ างตัวเราเคยเจอทั้งที่แบบขึ้นชื่อว่าโ ห ด สุดๆ ทำงานหนัก ไปจนถึงวันๆ ไม่ทำการทำงาน คอยสั่งคนนู้นทีคนนี้ที แต่พอได้มองดูดีๆ เราก็พบว่า เฮ้ย หัวหน้าก็คนนี่หว่า

แต่คนๆ นี้มันจะมาบ่นว่าขี้เกียจตื่น หรือโดนนายสั่งงานเยอะไม่ได้ไง เพราะอะไรน่ะเหรอ นอกจากจะโดนหัวหน้าของเค้าเองเขม่นแล้ว ลูกน้องก็ยังจะไม่ให้ความเคารพด้วย หนำซ้ำอาจจะพาลกันเสียระบบการปกครองทั้งทีม

ถ้าให้แนะนำก็อย ากจะบอกว่าพย าย ามเข้าใจเค้าดีกว่าว่าเค้าก็เป็นมนุษย์อย่ างเราๆ นี่แหละ เป็นคนดีบ้ า งคนไม่ดีบ้ า ง นิสัยก็แตกต่างกันบ้ า งเป็นเรื่องปกติ อย่ ามองว่าเรากับเค้าอยู่คนละขั้วกัน อย ากให้มองในมุมที่ว่าถ้าเราไม่ทำงานให้เค้า เค้าจะเอางานที่ไหนไปส่งละ จริงๆ หัวหน้าเลิกงานก็อย ากกลับบ้ า นไปเจอครอบครัว

ไม่ได้อย ากอยู่ดึกๆให้คนที่บ้ า นเป็นห่วงหรอก เวลาว่างก็ไม่ได้อย ากทำงาน ก็อย ากไปเที่ยวเหมือนกันนั่นแหละ แต่แค่ออกหน้าพูดมากแบบเราไม่ได้ ตำแหน่งมันค้ำคอ ลองคิดดู

แค่เรานำเสนองานกับหัวหน้าก็เกร็งจะแ ย่ นี่เค้าต้องเอางานเราไปนำเสนอกับหัวหน้าฝ่าย หรือ CEO ลูกน้องคนไหนที่ช่วยแบ่งเบาภาระเค้าได้เยอะ เค้าก็จะรักคนนั้นเป็นธรรมดา

3. อย่ าเป็นตัวของตัวเองเกินไปในโลกออนไลน์

หลายคนเชื่อว่าโลกโซเชียลเป็นพื้นที่ส่วนตัว จะโ พ ส ต์ อะไรมันก็สิทธิ์ของเรา แต่รู้รึเปล่าว่า HR สมัยนี้นอกจากจะดู resume เราแล้ว ยังดูเ ฟ ส บุ ค ของเราด้วย เพื่อนเราที่เป็น HR ยืนยันมาว่า Social media บอกความเป็นตัวตนที่แท้จริงของเราได้มากกว่า Resume เป็นสิบเท่า เห็นไหมว่าตัวตนบนโลกออนไลน์

ของเรานั้นมีผลกับเราตั้งแต่ก่อนเข้างานซะอีก เมื่อเราเป็นมนุษย์เงินเดือนเต็มตัว เรื่องพวกนี้ยิ่งต้องระวัง อย่ างเราคือไม่แตะเฟสบุ้คเลย หรือถ้าจะโ พ ส ต์ /แ ช ร์อะไร ก็คิดแล้วว่าถ้าหัวหน้ามาเห็นก็ไม่เป็นไร

ถ้าอย ากมีพื้นที่ส่วนตัวจริงๆ แนะนำให้แยกเฟสที่ทำงาน กับ เฟสส่วนตัวเลย แล้วปิดสาธารณพด้วย เพราะ ส่วนมากคนในที่ทำงานเค้าก็ขอแอดกันอยู่แล้ว ยิ่งเรื่องดราม่าในที่ทำงาน คนนั้นคนนี้ เบื่องาน หัวหน้างี่เง่า ห้ามโ พ ส ต์ เด็ดขาด โ พ ส ต์ ปุ้บมีคนแคปปั้บแน่นอน…!! เตือนแล้วนะ

4. โฟกัสที่ลู่วิ่งของเรา สนใจ ใส่ใจ แต่… อย่ าเก็บลู่วิ่งคนอื่นมาอิจฉา

ช่วงปีที่ผ่านมานี้ เพื่อนเราหลายคนเริ่มเรียนต่อ สร้างครอบครัว บางคนเปลี่ยนงานไปงานที่เงินเดือนสูงสุดๆ บางคนเริ่มธุรกิจของตัวเอง บางทีเราเลื่อนดูหน้าเฟสแล้วก็แอบคิดนะว่า เฮ้ย…!! คนนั้นคนนี้ได้ดิบได้ดี แล้วตัวเราล่ะทำอะไรอยู่ แต่บอกเลยว่าชีวิตพวกเขาก็ไม่ได้ดีกว่าเราหรอกเผลอๆ เพื่อนหลายคนอาจจะกำลังอิจฉาชีวิตเราอยู่ก็ได้

เคยมีคนเดินมาบอกเราว่าแหม ชีวิตดีจังนะ… คือตัวเราเองก็ไม่ได้คิดเลยว่าชีวิตเราดี สิ่งที่เราคัดกรองโ พ ส ต์ ลงโซเชียลนั่นแหละที่ดี จงจำไว้ว่าอย่ าเอาจังหวะชีวิตของเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

โฟกัสที่ลู่วิ่งของเรา รู้ว่าเรากำลังจะทำอะไร รู้ว่าปลายทางเราต้องการอะไร รู้ว่าวันนี้เราทำดีกว่าเมื่อวานแล้วหรือยัง ก็เพียงพอแล้ว แอบมองลู่วิ่งคนอื่นบ้ า งเป็นบางครั้ง เพื่อเป็นแรงก ร ะ ตุ้ น ให้เราจริงจังกับชีวิตมากขึ้น แต่อย่ าเก็บมาใส่ใจจนเป็นทุกข์พอ

5. เล่นการเมืองกับทุกคน

เดี๋ยวก่อน…!! อย่ าเพิ่งตกใจไป.. เล่นการเมืองกับทุกคนไม่ได้หมายความว่า ให้เราไม่ต้องจิรงใจกับใคร แต่… หมายความว่า ” เราไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด “ อย่ างที่รู้กันว่าในออฟฟิศหลายๆ ที่

มีการเล่นพรรคเล่นพวก หรืออยู่ๆ ก็จะมีเสียงแว่วมาว่า คนนี้เด็กคนนั้น ซึ่งจากการเฝ้าสังเกตุมาเป็นระยะเวลา 3 ปี พบว่าคนที่เล่นการเมือง (มากๆ) ส่วนใหญ่ไม่มีความสุข ยิ่งพวกที่ตำแหน่งโตๆ แต่เล่นเค้าไว้เยอะนี่ห้ามเพลี่ยงพล้ำเลยนะ มีคนรอซ้ำเยอะเลย

” เล่นการเมืองกับทุกคน “ ในความหมายนี่คือ… การที่เราดูว่าคนนี้เป็นคนยังไง จะเข้ากับเขาได้อย่ างไร ไม่ได้บอกว่าให้สตอเบอร์รี่ หรือ ฝืนตัวเอง แต่… แต่ละคนเขาก็มีพื้นฐานนิสัย ความชอบ

โตมาในสังคมที่แตกต่างกัน การที่เราดูแล้วรู้ว่าจะ ” อยู่ร่วมกับเขาแบบเป็นมิตร “ ได้อย่ างไรจะทำให้เราได้เปรียบมากๆ นอกจากวางตัวง่ายแล้ว เราจะไม่มีศั ต รู เคสนี้รวมถึงบางคนที่ดูแล้วไม่ถูกจริตกัน

การวางตัวกับเขาก็คือเฉยๆ ทักทายสวัสดีตามมารย าท ไม่จำเป็นต้องไปคุยก็ไม่ต้องคุย… เราไม่รู้หรอกว่าวันนึงโลกจะเหวี่ยงเราเข้าไปทำงานกับใคร เพราะฉะนั้น อย่ าสร้างศั ต รู เด็ดขาด ถึงไม่ได้ร่วมงานกันในบริษัทนี้ แต่ในอนาคต อาจได้โครจรมาร่วมงานกันในที่ใหม่ๆก็ได้

6. โดนด่าวันนี้ ดีกว่าโดนด่าตอนอายุ 50

ด้วยความที่อายุยังน้อย ความคาดหวังจากคนรอบข้างมันเลยน้อยตามไปด้วย ถึงแม้ว่าเราจะรู้สึกกดดันในการทำงานสุดๆ แต่เชื่อเถอะ เราล้มเหลววันนี้ ดีกว่าเราไปล้มตอนอายุ 50 พี่ๆ ที่เขาอยู่จนถึง 50-60 ก็ผ่านช่วงเวลาแบบเรามาแล้ว

สิ่งที่อย ากจะแนะนำคือ.. ใช้เวลานี้ให้คุ้มค่า เราไม่ได้อายุ 20 กว่าๆ ตลอดไป อย ากทำอะไรทำ อย ากถามอะไรโ ง่ ๆก็ให้รีบถาม พรีเซ้นแล้วมันห่วยก็พรีเซ้นไปเรื่อยๆ ฝึกไปเรื่อยๆโดนด่าตอนนี้

เ จ็ บ น้อยกว่าโดนด่าตอนอายุ 50 เยอะ ถึงแม้จะผิดพลาด ด้วยความยังเด็ก และ อ่อนประสบการณ์ คนส่วนใหญ่พร้อมจะให้อภัยเราเสมอ เพราะฉะนั้น ล้มเหลวเยอะๆ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์

วามแตกต่างระหว่าง ” เพื่อน “ กับ ” เพื่อนร่วมงาน “ คืออะไร ที่เค้าบอกว่ายิ่งโต ยิ่งหาเพื่อนย ากก็คงจะจริง สมัยประถม การหาเพื่อนใหม่ไม่ย ากเท่าสมัยมัธยม และการหาเพื่อนในสมัยมัธยมก็ไม่อย ากเท่าตอนเข้ามหาวิทย าลัย มันแปลว่ายิ่งเราโตขึ้นเท่าไหร่ เราจะหาเพื่อนย ากขึ้นเท่านั้น และไม่ต้องบอกเลยว่าการหาเพื่อนที่จริงใจคนนึงในออฟฟิศมันย ากแค่ไหน

นอกจากจะมีเรื่องผลตอบแทน ทั้งตำแหน่ง เงินเดือน การประเมิน เข้ามาเกี่ยวด้วย หน้าที่หลักของมนุษย์เงินเดือนอย่ างเราคือไปทำงาน ไม่ได้ไปทำกิจกรรมสานสัมพันธ์หาเพื่อน ดังนั้นวันๆ เราจึงจะเจอแค่เพื่อนร่วมทีม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็เป็นการคุยกันแค่เรื่องงานเท่านั้น

เราโชคดีที่เจอทีมที่ดี คุยได้ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน เรียกได้ว่าเป็นทั้งเพื่อน และเพื่อนร่วมงานในคราวเดียวกัน การมีทีมที่อยู่ด้วยแล้วสนิทใจแบบนี้ เราคิดว่ามันคือกำไรชีวิต พย าย ามหาคนเหล่านี้ให้เจอในสังคมการทำงาน แล้วเราจะอย ากไปทำงานมากขึ้น ( นิดนึงก็ยังดี ) ไม่จำเป็นต้องอยู่ทีมเดียวกันก็ได้ แค่ได้พบเจอ

พูดคุยแลกเปลี่ยนความเซ็งก็ดีแล้ว ให้เราลองถามตัวเองว่า “ถ้าเราลาออกจากที่นี่ เรายังจะอย ากนัดคนนี้กินข้าวอยู่ไหม” ถ้าคำตอบคือใช่ ยินดีด้วย คุณเจอเพื่อนจริงๆ ในที่ทำงานแล้ว

7. หาคนที่เป็นมากกว่า ” เพื่อนร่วมงาน ” ให้เจอ แล้วจะอย ากไปทำงานมากขึ้น

ความแตกต่างระหว่าง ” เพื่อน “ กับ ” เพื่อนร่วมงาน “ คืออะไร ที่เค้าบอกว่ายิ่งโต ยิ่งหาเพื่อนย ากก็คงจะจริง สมัยประถม การหาเพื่อนใหม่ไม่ย ากเท่าสมัยมัธยม และการหาเพื่อนในสมัยมัธยมก็ไม่อย ากเท่าตอนเข้ามหาวิทย าลัย มันแปลว่ายิ่งเราโตขึ้นเท่าไหร่ เราจะหาเพื่อนย ากขึ้นเท่านั้น

และไม่ต้องบอกเลยว่าการหาเพื่อนที่จริงใจคนนึงในออฟฟิศมันย ากแค่ไหน นอกจากจะมีเรื่องผลตอบแทน ทั้งตำแหน่ง เงินเดือน การประเมิน เข้ามาเกี่ยวด้วย หน้าที่หลักของมนุษย์เงินเดือนอย่ างเราคือไปทำงาน ไม่ได้ไปทำกิจกรรมสานสัมพันธ์หาเพื่อน ดังนั้นวันๆ เราจึงจะเจอแค่เพื่อนร่วมทีม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็เป็นการคุยกันแค่เรื่องงานเท่านั้น

เราโชคดีที่เจอทีมที่ดี คุยได้ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน เรียกได้ว่าเป็นทั้งเพื่อน และเพื่อนร่วมงานในคราวเดียวกัน การมีทีมที่อยู่ด้วยแล้วสนิทใจแบบนี้ เราคิดว่ามันคือกำไรชีวิต

พย าย ามหาคนเหล่านี้ให้เจอในสังคมการทำงาน แล้วเราจะอย ากไปทำงานมากขึ้น ( นิดนึงก็ยังดี ) ไม่จำเป็นต้องอยู่ทีมเดียวกันก็ได้ แค่ได้พบเจอ พูดคุยแลกเปลี่ยนความเซ็งก็ดีแล้ว ให้เราลองถามตัวเองว่า “ถ้าเราลาออกจากที่นี่ เรายังจะอย ากนัดคนนี้กินข้าวอยู่ไหม” ถ้าคำตอบคือใช่ ยินดีด้วย คุณเจอเพื่อนจริงๆ ในที่ทำงานแล้ว

8. จงเป็น ” ลูกจ้างมืออาชีพ “

สรุปสั้นๆ ตามหัวข้อเลย ถ้าอย ากประสบความสำเร็จ และ มีความสุข จงเป็น ” ลูกจ้างมืออาชีพ “ ให้ได้ พูดง่ายแต่ทำย ากนะ เพราะลูกจ้างมืออาชีพก็คือคนที่ตระหนักได้ว่า ” เราถูกจ้างมาด้วยค่าตอบแทนจำนวนหนึ่ง “ นั่นหมายความว่าบริษัทเค้าต้องการอะไรบางอย่ างจากเราแลกกับค่าตอบแทนนั้นๆ

เราต้องรู้ว่าบริษัทจ้างเรามาทำอะไร และ ทำมันให้ดีกว่าที่บริษัทคาดหวังหากต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่ หากงานที่ทำอยู่รู้สึกว่าไม่ตรงกับ skill หรือ passion ของเรา ก็ไม่ควรอดทนทำไป

ควรจะหางานที่เราทำแล้วเรามีความสุขและทำได้ดีเพื่อดึงศักยภาพของตัวเองออกมาให้มากที่สุด นอกจากจะทำให้เราเติบโตในองค์กรแล้ว ยังทำให้เราพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาและไม่เบื่อด้วย

เมื่อถึงจุดๆหนึ่งเราจะรู้เองว่าควรไปทางไหนต่อ รีบหาสายงานที่ชอบให้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วเราจะเป็น Expert ได้เร็วกว่าคนอื่น อายุเท่านี้ไม่ต้องกลัวการลาออก จะลาออกกี่ครั้งก็ได้ ถ้าในที่สุดเราเจอสายอาชีพที่เรารักและอย ากทำ จะเป็นอะไรที่คุ้มค่ามาก

และด้วยคอนเซ็ปท์เดียวกัน ” เราถูกจ้างมาด้วยค่าตอบแทนจำนวนหนึ่ง “ อย่ าทำงานหนักเกินกว่าค่าตอบแทนจนเกินไป ทุ่มเทได้ แต่ต้องมีผลลัพธ์ที่ดีตามออกมาด้วย เช่นได้ปรับเงินเดือน ได้ประเมินดี

หาเวลาอยู่กับพ่อแม่ ญาติๆ บ้ า ง หันกลับไปมองข้างหลังบ้ า งว่าคนที่เป็นบันไดให้เรามายืนจุดนี้ ตอนนี้เค้าเป็นยังไงกันบ้ า งนะ…? อย่ าลืมว่าพ่อแม่อายุเพิ่มขึ้นทุกวัน ดูแลสุ ข ภ า พ ท่านด้วย ถ้าเดือนไหนมีเงินเหลือก็ตรวจสุ ข ภ า พ ให้ท่านแล้วหาเวลาไป มันไม่ลำบากหรอก แลกกับความสุขของพ่อแม่

ที่มา : bitcoretech

Load More Related Articles
Load More By adminjing
Load More In ข้อคิดสอนใจ

Check Also

7 นิสัยแย่ๆ ในที่ทำงาน หลายคนทำ..แต่ไม่รู้ตัว

1. สร้างภาพ พอหัวหน้าอยู่ ก็ทำเป็นขยันขันแข็ง ทำงานหนัก รีบพรีเซนต์ตัวเองว่าทำอะไรไปบ้าง ต…