Home ข้อคิดสอนใจ 7 ความคิดที่ทำให้จน อยากรวย..อย่าทำ

7 ความคิดที่ทำให้จน อยากรวย..อย่าทำ

6 second read
0
0
2,741

หลาย ๆ คนน่าจะรู้จักคุณคุณคิโยซากิ ผู้เขียนในหนังสือการเงินชื่อดังอย่าง พ่ อ ร ว ย ส อ น ลู กเขาบอกว่าพ่อที่แท้จริงของเขานั้นมีความคิดแบบ “พ่อจน” ส่วนพ่อของเพื่อนสนิทเขามีความคิดแบบ “พ่อรวย”

ซึ่งเริ่มต้นด้วยเงินเพียงน้อยนิดแต่สามารถกลายเป็นหนึ่งในคนที่รวยที่สุดของฮาวายได้!ด้วยการที่เขาได้คลุกคลีกับพ่อทั้งสองท่าน คุณคิโยซากิก็ได้เรียนรู้ว่าคำพูดของพ่อทั้งสองนั้นแตกต่างกันเราลองมาดูกันว่า ถ้า อยาก จะมีทัศนคติแบบคนรวย ต้องทำอย่างไร แล้วความคิดแบบไหนที่ควรหลีกเลี่ยง?

พ่อจนบอกว่า “ฉันไม่มีวันรวยหรอก”

พ่อรวยบอกว่า “ฉันเป็นคนรวย”

แม้ว่าพ่อรวยของคุณคิโยซากิจะเจอภาวะล้มละลาย เขาก็ยังเรียกตัวเองว่า “คนรวย”โดยเสริมว่า ความแตกต่างระหว่างการล้มละลายกับความจนก็คือ การล้มละลายน่ะมันแค่ ชั่ ว ค ร า ว แต่ความจนน่ะคือตลอดไป”

พ่อจนบอกว่า “ฉัน ซื้ อ มันไม่ได้หรอก”

พ่อรวยบอกว่า “ฉันจะ ซื้ อ มันได้อย่างไร”

ประโยคของพ่อจนนั้นเป็นเพียงประโยคบอกเล่าที่ชวนให้ท้อถอยเสียเหลือเกิน แค่พูดคำนี้ ส ม อ ง ก็ไม่ทำงานต่อแล้วส่วนประโยคของพ่อรวยนั้นเป็นคำถามที่ ก ร ะ ตุ้ น ส มอ ง ให้คิดหาวิธีสร้างเงินเพื่อมา ซื้ อ สิ่งนั้น ๆ

แต่เดี๋ยวก่อน! ขาช้อปอย่าเพิ่งเฮไป นี่ไม่ได้หมายความว่าเราควรจะ ซื้ อ ทุกอย่างที่เราปรารถนาแต่ประเด็นอยู่ที่การฝึก ส ม อ ง ให้คิดหาคำตอบเรื่อยๆ ต่างหาก ว่าจะหาทางสร้างเงินอย่างไรไม่แน่ว่าพอเราได้เงินนั้นมาแล้ว เราอาจจะไม่ได้ อยากได้ของชิ้นนั้นแล้วก็ได้

พ่อจนบอกว่า “บ้านของฉันคือสินทรัพย์”

พ่อรวยบอกว่า “บ้านของฉันคือหนี้สิน”

หลายคนยังไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างสินทรัพย์และหนี้สิน ให้เราอธิบายง่ายๆ ละกันสมมติเราตกงานวันนี้ สินทรัพย์คือสิ่งที่จะยังทำเงินให้เราได้ ส่วนหนี้สินจะดึงเงินออกจากเรา ในกรณีของบ้าน

ซึ่งเป็นตัวอย่างข้างต้นนั้น เป็นสิ่งที่มีมูลค่าสูง แต่กลับไม่ค่อยเพิ่มมูลค่าเมื่อเวลาผ่านไปสักเท่าไรนัก แถมเราอาจจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้บ้านเรื่อยๆ ด้วยจึงทำให้บ้านกลายเป็นหนี้สินอย่างเห็นได้ชัด แต่ๆๆ ไม่ได้จะบอกว่าไม่ให้ ซื้ อ บ้านนะถ้า ซื้ อ ด้วยความจำเป็นมันก็โอเค จุดสำคัญคือ เราต้องเข้าใจว่าสินทรัพย์และหนี้สินต่างกันอย่างไร

พ่อจนบอกว่า “เรียนให้หนักเข้าไว้ จะได้ทำงานในบริษัทดีๆ”

พ่อรวยบอกว่า “เรียนให้หนักเข้าไว้ จะได้สามารถเป็นเจ้าของบริษัทดีๆ ได้”

เหล่าคนรวยมักไม่กลัวที่จะคิดการใหญ่ พวกเขาจะตั้งความหวังไว้สูงๆและคาดหวังว่าจะทำเงินได้เยอะๆ ในขณะที่คนธรรมดาทั่วไปคาดหวังว่าพวกเขาจะต้องลำบาก และไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้สูงมาก

พ่อจนบอกว่า “เรื่องเงินทอง อย่าไป เ สี่ ย ง ”

พ่อรวยบอกว่า “จงเรียนรู้วิธีบริหารความ เ สี่ ย ง ”

มีหลายคนที่กลัวความ เ สี่ ย ง จึงเก็บเงินไว้กับตัวเอง นั่นเพราะพวกเขาอาจจะไม่รู้ว่าจริง ๆ ความ เ สี่ ย ง นั้นสามารถบริหารจัดการกันได้

คนรวยส่วนใหญ่ลงเล่นเกมการเงินก็เพื่อเอาชนะ ซึ่งพวกเขาต้องมีความกล้าได้กล้าเสียระดับหนึ่งแต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็สามารถรับความไม่แน่ไม่นอนได้ นั่นหมายความว่า พวกเขาไม่ได้แค่หลับหูหลับตาก้าวเข้าไปสู้รบแบบไม่รู้เรื่องอะไร

แบบนั้น อั น ต ร า ย พวกเขาต้องกล้าที่จะรับความ เ สี่ ย ง แบบชาญฉลาด ซึ่งต้องใช้ประสบการณ์และความรู้ระดับหนึ่งดังนั้น เพื่อที่จะให้ได้ประสบการณ์และความรู้มากขึ้น เราก็ต้องลอง! ลองผิดลองถูกและเรียนรู้ทุกครั้งเมื่อสำเร็จหรือล้มเหลวสิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้เรา และทำให้เราเข้าใจความ เ สี่ ย ง มากขึ้น

พ่อจนบอกว่า “ฉันไม่สนใจเรื่องเงินหรอก”

พ่อรวยบอกว่า “เงินคืออำนาจ”

พวกเราส่วนใหญ่มักถูกสอนให้เรียนดีๆ หางานดีๆ และจงพอใจในชีวิตที่เรามีอยู่เสีย จะว่าเป็นความคิดที่ดีมันก็ดีมันทำให้เราไม่โลภ อยาก ได้อะไรเกินตัวเกินไป แต่ในขณะเดียวกัน มันก็อาจจะปิดกั้นศักยภาพบางอย่างของเราที่อาจจะเติบโตได้อีก

ในทางตรงกันข้าม คนรวยจะคิดถึงเรื่องเงินแบบเป็นขั้นเป็นตอน และมองเงินว่าเป็นเครื่องมือที่มีอำนาจซึ่งสามารถนำมาซึ่งตัวเลือกและโอกาสต่างๆ ได้พูดง่ายๆ คือ ไม่ว่าเงินจะถูกมองไม่ดีอย่างไร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมีเงินเยอะๆ ก็ถือเป็นแต้มต่อให้ชีวิตจริงๆ

พ่อจนบอกว่า “ฉันทำงานเพื่อเงิน”

พ่อรวยบอกว่า “เงินทำงานให้ฉัน”

ความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนธรรมดาอย่างหนึ่งก็คือวิธีที่พวกเขาได้รับเงิน คนธรรมดาส่วนใหญ่ก็ทำงานแลกเวลาหาเงินกันไปเงินเดือนออกทีก็ชาบูที วิธีนี้แม้จะการันตีว่าได้เงินแน่นอนแต่ถ้ามัวแต่ทำงานแบบนี้อย่างเดียวโดยไม่หาทางให้เงินงอกเงยทางอื่นเลย

ก็อาจจะทำให้เงินไม่พอในอนาคต และมีความ เ สี่ ย ง หากเกิดกรณีตกงานอีกในขณะที่คนรวยนั้นส่วนใหญ่จะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ทำงานแบบมีค่าคอมมิชชั่น หรือเลือก ล ง ทุ น ในสินทรัพย์ต่างๆ

หลายคนอาจจะบ่นว่า โห มีเงินแค่นี้ จะให้มันทำอะไรได้ ไม่พอหรอก ซึ่งเราก็ปฏิเสธ แต่ชีวิตเราไม่จำเป็นต้องเลือกทางเดียวเราสามารถทำงานไปด้วย และให้เงินทำงานแทนเราไปพร้อม ๆ กันก็ได้ ผ่านการ ล ง ทุ น ในสินทรัพย์ต่างๆเช่น หุ้น กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ หรือ สร้างธุรกิจเล็ก ๆ ที่พอจะสร้างกำไรให้เราได้ ควบคู่ไปด้วย

ที่มา : f i n n o m e n a

Load More Related Articles
Load More By adminjing
Load More In ข้อคิดสอนใจ

Check Also

ไม่อยากให้ลูกลำบาก จงเลี้ยงลูกให้รู้จักความลำบาก

วันก่อนพาลูกไปร้านเครื่องเขียน ลูกอยากได้กล่องดินสอ ลูกจึงไปเลือกกล่องดินสอแบบสุดหรู แต่ผม…