Home ข้อคิดสอนใจ 5 เรื่องที่คนฉลาด..มักจะพลาด อาจได้เป็น “น้ำเต็มแก้ว”

5 เรื่องที่คนฉลาด..มักจะพลาด อาจได้เป็น “น้ำเต็มแก้ว”

1 min read
0
0
97

1.บาลานซ์จุดแข็ง-จุดอ่อน ไม่ดีพอ

Smart people sometimes devalue other skills

คืออย่างนี้ครับ…ความสำเร็จทางโลก ทางธุรกิจหรืออะไรก็ตามแต่ในชีวิตจริงมันเรียกร้องอะไรหลายอย่างมากเหลือเกิน ต่างจากความสำเร็จในโลกการศึกษาที่คุณสามารถโฟกัส พ ลั ง ส ม อ ง ของคุณให้เต็มที่ก็เพียงพอจะให้ผลลัพธ์ออกมาดี

การทำงานเป็นทีม

การต่อรอง

การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนร่วมงาน

หลายคร้งเป้าหมายที่ทะเยอทะย า น งานชิ้นใหญ่ๆ ที่เราตั้งเป้ากันเอาไว้ก็ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียวได้

คนที่ “Smart” ย่อมมีทักษะที่จะทำงานออกมาให้ดีอย่างครบถ้วน

แต่คนที่ “Wise” คือคนที่เข้าใจว่าจะขอความร่วมมือได้จากใครแม้ตัวเองจะไม่มีความรู้หรือทักษะที่จะทำได้

ในหนังสือ PRINCIPLE ที่เขียนโดยสุดยอดปรมาจารย์ Ray Dalio บอกไว้ว่าเราทุกคนมีสิ่งที่เรียกว่า blind spot โดยเฉพาะคน

ฉลาดๆ เก่งๆ ที่จะมีอีโก้สูงจนไม่สามารถเห็นจุดบกพร่อง จุดอ่อน ในงานที่ตัวเองทำ

หนักเข้าคือไม่ฟังความคิดเห็นของใคร…หวังว่าพวกเราทุกคนจะตระหนักถึงข้อนี้เอาไว้บ่อยๆ นะครับ

2.ต้องทีมเวิร์คอีกแล้วหรอ…เพลียจริงๆ

Teamwork can be frustrating for very smart people

หากใครเคยดูหนังชีวประวัติของ Steve Jobs ท่านศาสดาของบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในปัจจุบัน

[Jobs (2013)] ในหลายฉากหลายตอนสื่อถึงบุคคลิกที่แข็งกร้าว มาตรฐานสูง ละนั่นทำให้จ๊อปแกชอบ

ทำงานคนเดียวโปรเจกเดี่ยวๆ หรือไม่ก็เป็นทีมที่ตัวเองเลือกขึ้นมาเอง แล้วมีอำนาจควบคุมอย่างเสร็จสรรพ

ใช่ครับ, คนเก่งๆ ฉลาดๆ หลายคนเป็นซะแบบนี้

ก็ในเมื่อคุณมีความมั่นใจสูงและเชื่อมือตัวเองมากกว่าใคร

ทำไมต้องปล่อยให้ผลงานตกไปถึงคนที่คุณมองว่าไม่เก่ง (คิดเองสินะ)

อันที่จริงนิสัยเหล่านี้มันไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นมาชั่ ว ข้ามคืน แต่ได้รับการบ่มเพาะมาตั้งแต่เด็กๆ คนเก่งๆ พวกนี้เข้าใจเ นื้ อ หา

ได้ไวกว่า หยิบจับ concept ใหม่ๆ ที่ได้เรียนรู้มาประยุกต์ใช้ได้ว่องไวกว่าเพื่อนร่วมชั้นเรียน..แล้วนิสัยเหล่านี้ก็ติดตัวมาจนโต

ปัญหาที่แท้ทรูเกิดขึ้นเมื่อ ภารกิจ การงาน โปรเจก ในวัยผู้ใหญ่มันคนละสเกลกับโครงงานวิทย า ศาสตร์ตอนป.4

มันต้องอาศัยการวาง Action Plan

มันต้องอาศัยการร่วมมือของหลายหน่วยงาน/หลายแผนก/หลายความถนัดและทักษะ

และมันย า กที่จะทำได้ด้วยตัวคนเดียว (แต่ก็มีหลายอาชีพแหละที่เหมาะกับพวกชอบลุยเดี่ยว)

วิธีแก้

ความตระหนักคือจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง…แค่ตระหนักและชื่นชมความสามารถที่แตก

ต่างหลากหลายที่จะนำความสวยงามมาสู่ผลงานที่จะเกิดขึ้น…ท่องไว้คับ ลดอีโก้ และเรียนรู้ที่จะกระจายงานให้เป็น

3.ยึดติดความฉลาดของตัวเองมากเกินไป

Smart people often attach a lot of their self-esteem to being smart

ถ้าไม่คาดหวัง = ไม่ผิดหวัง

แต่เป็นเรื่องย า กเหลือเกินที่คนเก่งๆ จะไม่คาดหวังในความฉลาดของตัวเอง…สิ่งที่จะตามมาคือใน

ชีวิตของเราเลือกไม่ได้หรอกครับที่จะอยู่เฉพาะแต่เวทีที่เราสามารถแสดงความฉลาดของเราได้เต็มที่ได้ตลอดเวลา

เคยมีคนยกตัวอย่างคำถามตลกๆ ว่า

“ถ้าคุณจะต้องไปติดเกาะเป็นระยะเวลา 1 เดือน คุณจะพาใครไปด้วยระหว่างนายพรานที่ช่ำชองหรืออัลเบิร์ต ไอน์สไตน์”

พี่เอ๋ นิ้วกลม Roundfinger เคยเขียนเล่าในเพจของตัวเองว่าในแต่ละปีเขาจะมี “เป้าหมายบ้ า ๆ” ผสมอยู่บ้ า ง

เป็นเป้าหมายหรือภารกิจที่จะพาตัวเขาออกจากพื้นที่ที่คุ้นเคย…อย่างที่รู้ว่าคนเขียนเก่งไม่ได้แปลว่าจะพูดเก่ง…

แต่ในปีนั้นพี่เอ๋ลองท้าทายตัวเองด้วยการไปรับบทพิธีกรซึ่งไม่ใช่สิ่งที่คุ้นเคยหรือถนัดแม้แต่น้อย

มีคนเก่งหลายคนจำนวนมากที่ยึดติดสุดๆ กับความฉลาดของตัวเอง ฝากชีวิตและความหวังไว้กับมัน

แต่โดยไม่รู้ตัว…กลไกการป้องกันตัวของพวกเขาได้กีดกัน “เวทีบ้ า ๆ” ที่พวกเขาไม่ถนัดออกไปจากชีวิต

เขาไม่อาจรับได้เลยที่จะให้ตัวเองรู้สึกโ ง่ บ้ า งเป็นครั้งคราว

จะดีกว่าไหมที่เราสามารถภูมิใจในความฉลาดของตัวเองไปพร้อมกับชื่นชมความสามารถอื่นๆ

ที่แตกต่างหลากหลาย…ความฉลาดไม่ได้มีแบบเดียว ยอมเปิดพื้นที่ทดลองให้กับเวทีใหม่ๆที่ตนเองอาจไม่ถนัด

จงเป็นไอน์สไตน์ที่ไม่เกี่ยงที่จะขอความช่วยเหลือจากพรานเมื่อถึงคราวติดป่า

อีโก้กินไม่ได้…แต่พรานสามารถช่วยล่าหาอาการมาให้คุณได้นะครับ

4.คนฉลาดขี้เบื่อ

Smart people get bored easily

“Being smart is not exactly the same as being curious, but if you have both these qualities you might find yourself becoming easily bored “

“การเป็นคนฉลาดกับการเป็นคนช่างสงสัยใคร่รู้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่ถ้าคุณมีทั้งสองข้อนี้อยู่ในตัวแล้วล่ะก็

…คุณจะรู้ตัวเลยว่า คุณนี่ขี้เบื่อง่ายมากๆ”

ด้วยความที่เรียนรู้อะไรได้ค่อนข้างรวดเร็ว แถมถ้าใครที่มีความ “เป็ด”

สนใจใคร่รู้ไปเสียทุกอย่าง ไอนี่ก็น่ารู้ ไอนั่นก็น่าศึกษา ก็ไม่ย า กนักที่จะทำให้คนกลุ่มนี้เป็นคนที่รักการเรียนรู้

ทว่า บนโลกใบนี้มีการงานที่หลากหลาย….บ้ า งใช้ความคิดสร้างสรรค์

บ้ า งมีลักษณะซ้ำๆ เป็น routine ซึ่งนี่เป็นจุดอ่อนของคนขี้เบื่อเลยทีเดียว เพราะบางทีความสนุกของพวกเราอาจอยู่ในช่วงเรียนรู้

ทำความเข้าใจ พอเราเก็ทแล้วว่าภาพรวมมันทำงานอย่างไร พอถึงเวลาที่ต้องลงมือทำก็เบื่อไปก่อนเสียแล้ว

หลายงานต้องการความสม่ำเสมอถึงจะเห็นผล

หลายงานต้องการลองผิดลองถูกโดยการทำอะไรคล้ายเดิมซ้ำๆ

หลายครั้งความสำเร็จคือการสั่งสม “จิ๊กซอ” อดทนต่อไปทีละนิดเพื่อสุดท้ายประกอบเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

แม้เราอาจมีความคิดบรรเจิด ไอเดียเลิศล้ำ แต่ท้ายที่สุดเราต้องไม่สับสนว่าผลลัพธ์ย่อมเกิดจากการลงมือทำจริงไม่ใช่การคิด

มีหลายงานที่เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้คิดสร้างสรรค์อะไรตลอดเวลา แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งเราจะ

พบว่ามีบางขั้นตอนที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้อง “ทู่ซี้” ทำมันไปอย่างนั้นไม่ว่าจะซ้ำซาก อึด ถึก ทน ละน่าเบื่อเพียงใด

จำไว้ว่า “Some Boredom Are Worth Melting For”

แทนที่จะล้มเลิกทันทีเมื่อเจอความเบื่อ ลองปรับมุมมอง ถอยออกมาดูไกลๆ เพื่อประเมินดูว่า “ความเบื่อ”

นั้นสามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้หรือไม่ บางทีความสำเร็จไม่ได้มาจาก

ไอเดียบรรเจิดเพียงอันเดียว แต่เกิดจากการสั่งสมความสำเร็จเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

ทั้งนี้ก็ไม่ได้บอกว่าให้ละทิ้งความรักในการเรียนรู้ออกไป เพราะอันที่จริงมันคือสมบัติที่ล้ำค่ามากๆ

เพียงแต่เราอาจจะเริ่มฝึกตัวเองให้ทนกับความเบื่อบ้ า ง เช่น การตั้งเป้าหมายเล่นๆกับตัวเองว่าใน

หนึ่งอาทิตย์จะลองสละเวลาทำเรื่องน่าเบื่อแต่เกิดปรโยชน์ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น 5 ชั่ ว โมง

เป็นต้น….สำหรับผมคือการจัดห้องให้เป็นระเบียบเรียบร้อย (เห็นไหมครับว่าไม่จำเป็นที่ต้องเป็นเรื่องใหญ่เลย)

5.บางครั้งคนฉลาดเชื่อว่าการคิดให้มาก คิดให้หนัก สามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง

Smart people sometimes see in-depth thinking and reflection as the solution to every problem.

ด้วยความที่คนฉลาดสามารถคิดอะไรที่เป็นเหตุเป็นผลมีตรรกะซับซ้อนได้หลายชั้น

เขาจึงเชื่อว่าเจ้าตัวความคิดนี่แหละที่เป็นพระเจ้าที่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ทุกอย่างหากคิดให้ลึกมากพอ

ปัญหาคือเมื่อจมดิ่งกับความคิดใดความคิดหนึ่งมากเกินไปอาจทำให้เรา “ละเลย” กับทางเลือกอื่นๆที่อาจจะเวิร์คไม่แพ้กัน

เรื่องนี้ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ตรงกับตัวเองตอนคิดโปรเจกงานอยู่ตัวหนึ่ง

วางแผนออกมาซับซ้อนครอบคลุมมาก แต่พอเอาไปปรุึกษากับทีมก็โดนทักว่าทำไมไม่ใช้วิธีนี้ล่ะ ง่ายกว่าตั้งเยอะ ให้ผลเหมือนกัน

นั่นแหละครับท่านผู้ชม พอคิดได้เก่ง คิดได้มาก คิดได้ลึก Research ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเป็นกระบุง ก็อาจทำให้พลาดอะไร

ที่ดูง่ายๆไปได้ หากเป็นคนทั่วไปอาจ give up ยอมแพ้ กับความซับซ้อนและไปหาอะไรที่ได้ผลแต่ง่ายกว่าตั้งนานแล้ว

วิธีแก้

– ให้ลองสังเกตตัวเองว่าเมื่อไหร่ที่เราเริ่มคิดมากเกินไปจนฟุ้ง

– ลองดูว่าเมื่อไหร่ที่เราควรจะหยุดคิดและลงมือทดลองทำจริงเพื่อรับ feedback จริงซึ่งดีกว่าการนั่งเทียนคิดเองเป็นไหนๆ

– คุณภาพของความคิด(ที่จะนำไปสู่การลงมือทำอย่างมีประสิทธิภาพ)ไม่ใช่ว่าคุณคิด

ได้ลึกและซับซ้อนแค่ไหนแต่คือการมองปัญหาได้อย่างรอบด้านและตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด

ลองลดอีโก้ในความฉลาดของตัวเองแล้วพูดคุยกับคนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย

ที่มา : new

Load More Related Articles
Load More By adminjing
Load More In ข้อคิดสอนใจ

Check Also

ทำงานไม่ตรงสาย มีข้อดีกว่าที่คิด (ข้อคิดเตือนใจ)

ตอนที่ยังเป็นเด็กนักเรียน หลายคนต่างเชื่อเสมอว่าถ้าได้ตั้งใจเรียนสอบติดคณะที่ใช่ ยิ่งมีโอก…