Home ข้อคิดสอนใจ 5 สาเหตุที่คนเรียนเก่ง(บางคน) ออกมาสู้ชีวิตจริงแล้วไม่ไหว

5 สาเหตุที่คนเรียนเก่ง(บางคน) ออกมาสู้ชีวิตจริงแล้วไม่ไหว

7 second read
0
0
181

ตอนยังเด็กเราทุกคนถูกปลูกฝังว่าต้องเก่ง ต้องตั้งใจเรียน ชีวิตจะได้ดี ๆ มีเงิน มีทอง มีบ้ าน มีทุกอย่างที่อย ากมี เป็นเป้าหมายแรกเป้าหมายเดียวในชีวิตที่ต้องทำ

ทำให้วัยเด็กพวกเราหลายคนเติบโตกันมาแบบเรียนพิเศษหนัก ๆ อ่ า นหนังสือหามรุ่งหามค่ำเพื่อให้ได้สิ่งที่เรียกว่าผลการเรียน 4.00 หรือ A มาครอบครอง จนทำให้เราเผลอพลาดช่วงเวลาที่มีความสุขและเรียนรู้การใช้ชีวิตจริง ๆ ไปแบบน่าเสียดาย

แต่ก็ไม่ผิดที่คนส่วนใหญ่คิดแบบนั้น เพราะการเรียนเก่งก็หมายถึงเรามีความตั้งใจ มีความพย าย าม เข้าใจบทเรียนและเรียนรู้ได้ไวในชั้นเรียน แต่จริง ๆ แล้วจะมีสักกี่คนที่รู้และปลูกฝังสิ่งใหม่ให้กับเด็กได้ว่า สิ่งที่ทำอยู่มันไม่ใช่สูตรสำเร็จของการใช้ชีวิตเสมอไป

เพราะชีวิตไม่ได้มีแค่การเรียนให้เก่ง แต่มันคือการอยู่ให้เป็นในโลกแห่งความจริงต่างหาก ดังนั้น UNLOCKMEN เลยมี 5 ข้อคิดที่เสริมเหตุผลว่าทำไมคนที่ประสบความสำเร็จในห้องเรียน ถึงไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตจริงมาให้ดูกัน

1. การใช้ชีวิตจริงไม่ได้มีให้เรียนรู้ในโรงเรียน

โรงเรียนสอนวิชาเลขว่าคิดเลขอย่างไร สอนวิชาเคมีว่าต้องรู้สูตรว่าอะไรผสมอะไรจะออกมาเป็นอะไร ไม่ใช่หลักสูตรพวกนี้ไม่ดี แต่หลักสูตรของโรงเรียนไม่ได้มีความสมบูรณ์แบบทั้งหมดต่างหาก

ใช่ว่าการเข้าไปโรงเรียนและเรียนรู้วิชาเลข วิทย าศาตร์ สุขศึกษาได้หมดคือครบจบแล้ว แต่มันยังขาดสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมากอยู่ นั่นก็คือหลักสูตรการใช้ชีวิต

ที่ถือว่ามีความสำคัญมากที่สุดเลยก็ว่าได้ แต่กลายเป็นว่าโรงเรียนส่วนใหญ่กลับไม่มีสอนเด็กที่เดินออกมาใช้ชีวิตจริง ว่าต้องคิดอย่างไร ต้องปรับตัวอย่างไร

2. ชีวิตเป็นเรื่องไม่มีบทเรียนกำหนด

ถ้าคุณเรียนจบแล้ว จงจำไว้ว่าที่คุณได้เรียนรู้ในโรงเรียนไม่เพียงพอที่จะนำไปสู่ชีวิตที่ดีได้ จงอย่าเชื่อสุ่มสี่สุ่มห้าในสิ่งที่คนอื่นบอกเล่าว่าตั้งใจเรียนวิชานี้ให้เก่งสิ จะเป็นโปรแกรมเมอร์

เป็นห ม อ เป็นวิศวกรเก่ง ๆ เพราะนั่นไม่ใช่วิธีเดียวที่จะทำให้คุณเก่งหรือประสบความสำเร็จในวิชาชีวิตข้างหน้าได้เลย เพราะถึงแม้ว่าคุณจะได้เกรด 4 วิชาเลขตอนเรียน

ก็ไม่ได้หมายความว่าอนาคตตอนทำงานคุณมีชีวิตที่โรยด้วยกลีบกุหลาบและประสบความสำเร็จได้สูงมากกว่าปกติ การฝึกฝนและเรียนรู้ในสิ่งที่คุณทำต่างหากคือบทเรียนที่จะกำหนดความเป็นไปของคุณ

3. ไม่รู้จักผลของความผิด

จะพูดว่าไม่รู้จักข้อผิดพลาดอะไรเลยก็ไม่ถูกซะทีเดียว เอาเป็นว่ายังไม่รู้จักผลของการกระทำที่ผิดพลาดดีกว่า เพราะว่าในชีวิตวัยเรียน ถึงแม้เราผิดพลาดบ่อยหรือมากมายขนาดไหนก็ยังไม่ร้ า ยแรงถึงขั้นล่มสลาย (เจ๊ง) ได้

ยังมีพ่อแม่ คุณครูที่คอยประคับประคองอยู่ ต่างจากเมื่อคุณหลุดออกจากรั้ว เริ่มเข้าสู่สนามรบของชีวิตจริงแล้ว มันจะไม่มีใครช่วยคุณได้นอกจากตัวคุณเองและมันแทบจะไม่มีโอกาสให้คุณได้แก้ตัวหรือกลับหลังหันไปเริ่มใหม่ได้ด้วยซ้ำ

ดังนั้นส่วนใหญ่ที่เราเห็นกันบ่อย ๆ คือเด็กที่อาจไม่ได้เรียนเก่งแต่เมื่อออกมาข้างนอกกลับใช้ชีวิตได้ดีกว่าพวกคนที่เรียนเก่งก็เพราะว่าคนเหล่านั้นรู้จักข้อผิดพลาดและเคยเผชิญด้วยตัวเองแล้ว

แตกต่างกับเด็กที่ไม่เคยออกมาสู่สนามรบและในโรงเรียนก็ไม่มีบทเรียนสอนให้รับมือเลย ดังนั้นมันคงจะดีมาก ถ้าพวกหลักสูตรในโรงเรียนจะสอนให้พวกเขารู้จักยอมรับและเข้าใจข้อผิดพลาดที่อาจเจอในการใช้ชีวิตข้างหน้า จะได้รู้จักเตรียมตัวรับมือกันก่อนเผชิญโลกจริง

4. แก่นแท้ไม่ออก

ทุกวันนี้หลักสูตรและการใช้ชีวิตในโรงเรียนส่วนใหญ่คือการทำตาม ไม่ใช่การเรียนรู้ ครูสั่งงาน เด็กทำตาม เด็กไม่กล้าตั้งคำถามเพราะกลัวครูดุและครูก็สอนไปเพราะมันเป็นหลักสูตร แต่กลับไม่ได้รู้ว่าจริงแต่ละคนมีอะไรเหมือนหรือไม่เหมือนกันในการเรียนรู้หรือเปล่า

สรุปคือคนเรียนเก่งกลายเป็นคนที่ทำตามได้ถูกต้องตามที่สั่ง มากกว่าเด็กที่คิดแตกต่างและคิดเป็น แทนที่ทุกคนจะมีความแตกต่างกลับกลายเป็นเหมือนกันไปหมด

คนเรียนเก่งหลายคนที่จบมาแบบไม่รู้จักตัวเองด้วยซ้ำว่าอย ากเป็นอะไร มารู้ตอนเริ่มต้นใช้ชีวิตจริงว่าชอบอะไร อย ากทำอะไร สุดท้ายก็ต้องมาเรียนรู้ใหม่ ใช้ชีวิตใหม่ ในขณะที่คนอื่นไปถึงไหนกันแล้ว

5. ไร้จุดหมาย

อย่างที่เราบอกไปข้างต้นครับว่าชีวิตส่วนใหญ่ในโรงเรียนคือการทำตามมากกว่าการเรียนรู้ ดังนั้นไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมคนที่เก่งในชั้นเรียนถึงสู้ไม่ไหวเมื่อต้องลงสนามชีวิตจริง

เพราะนอกจากจะไม่มีประสบการณ์ในการเผชิญและเอาตัวรอดแล้ว ในโรงเรียนยังไม่สอนให้ปลดล็อคความสามารถหรือค้นพบตัวเองอีกด้วย แตกต่างกับเด็กที่ถึงแม้เรียนไม่เก่งแต่ก็ได้ลุยออกไปเผชิญอะไรใหม่ ๆ ได้คิด ได้ทำ จึงดิ้นรนอยู่ในสังคมได้แบบลอยตัวมากกว่า

ทั้งหมดที่เราพูดถึงเราไม่ได้หมายความว่าต้องลาออกจากโรงเรียนมาใช้ชีวิตจริงแล้วดีกว่านะครับ เพราะจริง ๆ คนที่ลาออกมาแล้วประสบความสำเร็จแบบสตีฟ จ็อบส์หรือบิล

เกตส์ มีแค่ 0.1% เท่านั้นแหละครับ ของแบบนี้ต้องรู้จักบาลานซ์ เรียนรู้และเข้าใจมันควบคู่ไปด้วย การที่โรงเรียนมุ่งเน้นให้ได้เกรดดี ๆ ไม่ใช่ความคิดที่แ ย่และคนเหล่านี้ก็ไม่ได้แ ย่นะครับ

แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้คุณประสบความสำเร็จจริง ๆ ในชีวิต ก็คือรู้จักปลดปล่อยความสามารถ วิธีคิด และรู้จักการแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งมีความเชื่อมั่น ตั้งรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นให้ได้

ที่มา : u n l o c k m e n

Load More Related Articles
Load More By adminjing
Load More In ข้อคิดสอนใจ

Check Also

6 สิ่งที่ทำให้มนุษย์เงินเดือน “ลำบากตอนแก่”

ชีวิตมนุษย์เงินเดือนไม่ได้สะดวกสบายอย่างที่ใครคิดเพราะต้องดีลกับปัญหาทั้งเรื่องงาน เรื่องค…