Home ข้อคิดสอนใจ ไม่อยากให้ลูกลำบาก จงเลี้ยงลูกให้รู้จักความลำบาก

ไม่อยากให้ลูกลำบาก จงเลี้ยงลูกให้รู้จักความลำบาก

0 second read
0
0
74

วันก่อนพาลูกไปร้านเครื่องเขียน ลูกอยากได้กล่องดินสอ

ลูกจึงไปเลือกกล่องดินสอแบบสุดหรู แต่ผมให้ซื้อแบบธรรมดาให้

อยากได้ไม้บรรทัด ก็อยากได้แบบวิจิตรพิศดาร

ผมให้เลือกแค่แบบพื้นฐานที่ใช้งานได้เหมือนมาตรฐานทั่วไป

ลูกผมงี้หน้างอขึ้นมาทันที เพราะไม่ได้ในแบบที่ต้องการ

ผมไม่ได้ว่าอะไร ตั้งใจก่อนนอนคืนนี้

จะชี้แนะลูกด้วยการเล่านิทานเปรียบเปรยให้เข้าใจ

ผมตั้งใจจะเลี้ยงลูกไม่ให้เหมือนแบบที่พ่อแม่คนอื่นเขานิยมทำกัน

ที่มักไม่ยอมให้ลูกลำบาก ดูแลปกป้องแบบไข่ในหิน ประคบประหงมเกินพอดี

หลายปีผ่านไป ผมรู้สึกว่าวิธีการเลี้ยงลูกของผมจะลำบากมากขึ้นทุกวัน

จนกระทั้งวันหนึ่ง ผมได้ อ่ า น จดหมายฉบับหนึ่งที่โพสต์ลงในบอร์ดของมหาวิทยาลัย

เขียนถึงลูกเขาที่เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้น แต่ไม่ได้เปิดเผยชื่อลูก

จดหมายฉบับนี้มีคุณค่ามากในสายตาของผม ในจดหมายมีใจความอยู่ว่า…

…ถึงลูกรักของพ่อ…

แม้ลูกจะทำให้พ่อทุกข์ใจเกินบรรยาย แต่ลูกก็ยังเป็นลูกของพ่ออยู่วันยังค่ำ

หลังจากที่ลูกสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว…

อาจเป็นเพียงคนเดียวของตระกูลเราในรอบหลาย ชั่ ว อายุคนที่ทำได้สำเร็จ

หลังจากนั้น พ่อชักไม่แน่ใจว่าตกลงใครเป็นพ่อและใครเป็นลูกกันแน่

พ่อช่วยแบกสัมภาระไปส่งลูกถึงหอพัก ช่วยกางมุ้ง ปูที่นอน ซื้อกับข้าวกับปลา

ต้องสอนแม้กระทั่งวิธีบีบยาสี ฟั น ออกจากหลอด ทั้งหลายทั้งปวง

ดูเหมือนว่ามันเป็นหน้าที่ที่พ่อสมควรต้องทำให้ ไม่ได้ยินคำว่าขอบคุณสักคำจากลูกตั้งแต่ต้นจนจบ

รู้สึกด้วยซ้ำว่าเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ที่พ่อผู้ด้อยความสามารถคนนี้

มีโอกาสได้รับใช้ลูก ที่บัดนี้ได้เป็นนักศึกษาผู้ทรงเกียรติไปแล้ว

ปีแรกทั้งปี ที่บ้านได้รับจดหมายจากลูกสามฉบับ…

ข้อความรวมกันแล้วอาจยาวกว่าข้อความในโทรเลขหนึ่งฉบับสักหน่อย

ข้อความย่นย่อ ลายมือหวัด อ่ า น ยาก มีแต่คำว่า “เงิน” นี่ตั้งใจเขียนได้ชัดเจนที่สุด

พอขึ้นปีที่สอง จดหมายมาแบบถี่ๆ ล้วนขอเงินเพิ่ม ลีลาการเร่งเร้าให้ส่งเงิน

ข้อความที่เรียกร้องความเห็นใจ รับรู้ได้ถึงว่า หากเรียนจบแล้ว

ลูกสามารถไปยึดอาชีพเป็นพวกเจ้าหน้าที่เร่งรัดหนี้สินได้เยี่ยมแน่นอน

แต่สิ่งที่ทำให้พ่อ เ จ็ บ ป ว ด ที่สุดนั้น มาจากการที่ลูกอาจหาญถึงขั้นปลอมแปลง

ตัวเลขจำนวนเงินที่ต้องจ่ายค่าหน่วยกิตของมหาวิทยาลัย ไม่คิดว่าลูกจะใช้วิธีนี้

มาหลอกขอเงินทองจากผู้เป็นพ่อแม่ที่ให้กำเนิด เลี้ยงดู รักใคร่ลูกมาตลอด

เพียงเพื่ออยากได้เงินเพิ่ม ไปเที่ยวผับ เที่ยวบาร์ และ ร้องคาราโอเกะ…

คิดถึงเรื่องนี้เมื่อไหร่ก็ เ จ็ บ ป ว ด เมื่อนั้น นอนไม่หลับ สาเหตุก็มาจากลูก

คนที่พ่อเลี้ยงดูด้วยมือจนเติบใหญ่ แต่กลับกลายเป็นคนแปลกหน้าในร่างของนักศึกษา

ขอภาวนาในใจว่า นอกจากวิชาความรู้ต่างๆที่ลูกจะเรียนรู้จากสถาบันการศึกษาแล้ว

ลูกจะกรุณาพัฒนาจิตใจให้เป็นคนซื่อสัตย์ และ กตัญญูรู้คุณด้วยก็จะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด…

หลังจากได้ อ่ า น จดหมายฉบับนี้แล้ว ผมรู้สึกว่าผมยังต้องเดินหน้าทำตามนโยบาย

ในการดูแลลูกตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก แม้จะรู้ว่ามันค่อนข้างลำบากในสังคมของเรา

มีอยู่วันหนึ่งเพื่อนในวัยเรียนที่ย้ายไปต่างประเทศกลับมาเยี่ยมบ้าน

มีโอกาสได้นั่งคุยกัน เขาเล่าว่า คนต่างชาติที่เขาเจอมา พวกเขาเชื่อมั่น

วิธีการเลี้ยงลูกแบบ “ จะรวยแค่ไหน ก็ต้องเลี้ยงลูกแบบจน ”

พวกเขาเชื่อว่า เด็กที่เติบโตขึ้นมาภายใต้การดูแลปกป้องมากไปของพ่อแม่

เมื่อโตแล้ว จะไม่มีปัญญาที่สามารถยืนอยู่บนลำแข้งตัวเอง

และก็จะไม่มีวันสำนึกบุญคุณคนอื่น แม้กระทั่งพ่อแม่ตนก็ตาม

วันถัดมาเรามีโอกาสออกไปทำธุระด้วยกัน เจอฝนระหว่างทาง เขาเห็น เ ด็ ก

ถูกห่อหุ้มด้วยผ้านวมอย่างหนากลมไปหมดทั้งตัว จนดูคล้าย “ ลูกบอลยัดนุ่น ”

เขาบอกว่า “ เด็กควรจะใส่เสื้อผ้าน้อยกว่าผู้ใหญ่หน่อย ”

เขาเล่าว่าที่ต่างประเทศแม้หน้าหนาวก็จะไม่เห็นลูกใครที่ถูกห่อแบบ “ ลูกบอลยัดนุ่น ” เหมือนที่เห็น

ในวันแดดจ้าแม้ลูกจะนั่งอยู่ในรถเข็นแต่คนเป็นแม่ก็จะทำใจแข็ง

ไม่ยอมดึงที่บังแดดออกมากันแดดให้ลูก หากเห็นลูกวิ่งเล่นแล้วหกล้มเอง

พ่อแม่ก็จะยืนดูเฉยๆให้ลูกลุกขึ้นมาด้วยตัวเขาเอง ต่างๆนาๆ

ล้วนพยายามให้ลูกฝึกแก้ปัญหาด้วยตัวเอง และ อดทนกับปัญหาให้มากที่สุด

ไม่เหมือนพวกเราที่มีหลักการที่ยึดติดมานานกับนโยบายที่ว่า

“ จะยากจนแค่ไหน ก็ไม่ยอมให้ลูกต้องลำบาก ” สงสัยจะถึงเวลาต้องทบทวนกันใหม่ได้แล้ว

การเลี้ยงลูกของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ตอนลูกยังเล็ก ยังไม่แข็งแรง

บางชนิดอมลูกไว้ในปาก บางชนิดซุกลูกไว้ใต้ปีก กลัวลูกๆจะไม่ปลอดภัย

แต่พอลูกเริ่มโตได้ที่แล้ว พวกเขาจะไล่ลูกออกไปอย่างไร้เยื่อใย

ให้ลูกไปเผชิญกับโลกภายนอกเอง ไปฝึกวิทยายุทธเอง ไปเผชิญปัญหา

และมรสุมทุกรูปแบบ แล้วชีวิตจะไม่เจอทางตัน เห็นหรือยังว่าแม้แต่สัตว์ทั้งหลาย

ก็ยังรู้ถึงหลักการ “ จะรวยแค่ไหน ก็ต้องเลี้ยงลูกแบบจน ”

ด้วยวิธีนี้จะฝึกฝนให้ลูกๆทั้งหลายรู้จักยืนอยู่บนลำแข้งตัวเอง

และรู้จักสำนึกและตอบแทนบุญคุณคนเป็นพ่อเป็นแม่

สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรลืม ถึงแม้คุณจะห่วงด้วยวิธีปกป้องหรือโอ๋ลูกขนาดไหนก็ตาม

คุณคงไม่มีปัญญาตามไปวุ่นวายหรือดูแลพวกเขาในช่วงครึ่งหลังของชีวิตเขา

เพราะตอนนั้นคงได้เวลาที่คุณจะได้หลับยาวไปแล้ว

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงลูกคือ เราต้อง “รวย” และ “จน” ไปพร้อมๆกัน

รวยเวลา ในการดูแลลูก ให้เวลากับลูกมากๆ

รวยจิดใจ เปิดใจให้กว้าง รับฟังเขาให้มาก

รวยคุณธรรม ปลูกฝังจิตสำนึกต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และ ต่อสังคม

จนเงินทอง ลูกอยากได้อะไรอย่าซื้อให้ในทันที ต้องขัดใจบ้าง

ให้ลูกได้เรียนรู้ว่า ทุกอย่างในโลกไม่สามารถได้ดั่งใจลูกได้

จนคำพูด อย่าพูดพร่ำเพื่อ อย่าตำหนิด้วยอารมณ์ ตำหนิลูกด้วยเหตุผล

ประหยัดคำพูด อย่าพูดทุกคำที่คิด เพราะ ลูกจะนำไปคิด และ เลียนแบบในทุกคำที่พูด

จนการกระทำ ลูกมักทำตามพ่อแม่เสมอ การกระทำไหนที่ไม่ดี

อย่าแสดงออกให้เด็กเห็น โดยเฉพาะ พ่อ แม่ สังเกตุง่ายๆที่บ้านไหนพ่อ ดื่ ม เ ห ล้ า สู บ บุ ห รี่

ส่วนมากเมื่อโตขึ้นลูกก็มักจะ ดื่ ม เ ห ล้ า สู บ บุ ห รี่ ด้วย

( ที่หนักสุดคือ ผมเคยเห็นพ่อกำลังสอนลูกว่า บุ ห รี่ มันไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ในมือของตัวเองกำลังคีบ บุ ห รี่ อยู่ )

จนฐานะ ให้ลูกตระหนักรู้เสมอว่า พ่อแม่ ไม่ได้มีพร้อมไปทุกอย่าง

อยากได้อะไรต้องแสวงหาเอง ลูกจะเรียนรู้การทำงานหนัก ความขยัน และ ความรับผิดชอบ

ที่มา : ขจรศักดิ์

Load More Related Articles
Load More By adminjing
Load More In ข้อคิดสอนใจ

Check Also

ขายดีแต่เจ๊ง อยากให้เรื่องนี้เตือนสติใครหลายคน

สังคมแห่งการแก่ง แ ย่ งชิงดี มีให้เห็นอยู่มากมายรอบตัวในยุคปัจจุบัน ยุคที่ทุกคนต่างเห็นผลป…