Home ข้อคิดสอนใจ ให้อ่านเป็นข้อคิด ข้อแตกต่างของ “คนจน” กับ “คนรวย”

ให้อ่านเป็นข้อคิด ข้อแตกต่างของ “คนจน” กับ “คนรวย”

5 second read
0
0
231

ไม่ว่าสังคมจะรุ่งเรืองไปเท่าใด แต่ช่องว่างของความร่ำรวยระหว่างผู้คนในฐานะทางสังคม

ที่ต่างกันยังมีให้เห็นอยู่เสมอ ซึ่งนอกจากเหตุผลทางสังคมบางอย่างแล้ว ปัจจัยบางประการ

เช่น ภูมิหลังครอบครัว, ความสำเร็จด้านการศึกษา, ความคิดและความสามารถส่วนบุคคล ฯลฯ

ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อฐานะทางเศรษฐกิจและความสำเร็จของคนเราอยู่

ดังที่บิลเกตส์ได้กล่าวไว้ว่า “ความผิดของคุณไม่ใช่การที่คุณเกิดมายากจน

แต่เป็นการที่คุณ ต า ย ไปอย่างยากจนต่างหาก”

ไม่มีเหตุผลใดที่อธิบายได้ว่าทำไมคนเราต้องเกิดมายากจน

เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด

ทั้งนี้ คนยากจนนั้นยังไม่ได้ยากจนเพียงแค่ด้านทรัพย์สิน แต่ยังยากจนด้านความรู้,

ความคิดสร้างสรรค์, รวมถึงความสามารถในการใช้ทรัพยากรอื่น ๆ

ให้ทำเงินได้มากขึ้นอีกด้วย! นอกจากนี้คนจนส่วนใหญ่ยังไม่ใช่คนที่ขี้เกียจมาแต่เดิม

แม้พวกเขาจะทำงานหนักทั้งในเวลากลางวันและกลางคืนรวมถึงใช้ชีวิตอย่างสมถะ

แต่สุดท้ายกลับยังเป็นคนยากจนอยู่ แล้วอะไรคือความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนกันแน่

คำตอบคือพวกเขาไม่ได้มีความแตกต่างกันแค่ด้านเงินทองเท่านั้น

แต่ยังมีความแตกต่างกันในหลาย ๆ ด้านอีกด้วย

1. การรู้จักตัวเอง

คนจน: คนยากจนมีวิถีชีวิตที่คุ้นเคย กับความยากจนจึงไม่ค่อยมีความคิดที่จะทำตัวเองให้ร่ำรวยขึ้น

และมองตนเองเป็นคนยากจนอยู่เสมอฉะนั้นเมื่อมีเงินพวกเขา

จึงจะเลือกที่จะใช้จ่ายไปกับการ ซื้ อ บ้าน, ซื้ อ รถหรือสิ่งอื่น ๆ

ที่จะช่วยยกระดับชีวิตในระยะสั้นแทนการใช้จ่ายเงินไปกับการพัฒนาตนเองและสร้างแหล่งรายได้ใหม่ ๆ

คนร่ำรวย: คนร่ำรวยไม่อาจทนใช้ชีวิต ในสภาพแวดล้อมที่อัตคัต

ทั้งพวกเขายังไม่เชื่อว่าตัวเอง ถูกลิขิตให้เกิดมาเป็นคนยากจน

พวกเขาจึงมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตที่เป็นอยู่

และพยายามทุกวิถีทางที่จะก้าวข้ามผ่านความยากลำบากที่กำลังเผชิญ

อยู่เนื่องจากพวกเขารู้จักตนเองเป็นอย่างดีและรักในศักดิ์ศรีที่ไม่ยอมให้ใครมาดูถูกว่าจน

และความรู้จักตัวเองนี้เอง ทำให้พวกเขาสร้างความเปลี่ยนแปลงและมุ่งมั่นเพื่อให้ตนเองมีชีวิตที่ดีขึ้น

2. สำนึกความเป็นเจ้าของ

คนยากจน: คนจนมักคิดไปเองว่าตนเองไม่มีความสำคัญ

เพราะมีชาติกำเนิดที่ต่ำต้อยทำให้ขาดสำนึกความเป็นเจ้าของ

พวกเขาจึงพยายามเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรหรือบริษัทเพื่อเติมเต็มความรู้สึกนี้

ซึ่งมันจะทำให้พวกเขาสูญเสียความทะเยอทะยาน, สูญเสียการตัดสินใจที่เด็ดขาดรวมถึงสูญเสีย

การมีความคิดเป็นของตนเองอีกด้วย ฉะนั้นความฝันที่สวยงามและสุดยอดสำหรับคนจน

คือการที่พวกเขาได้เข้าไปทำงานในบริษัทขนาดใหญ่และทำงานอยู่ได้หลายสิบปี

โดยสามารถเลื่อนขั้นจากเด็กฝึกงานได้ไปจนถึงระดับผู้บริหารอาวุโสนั่นเอง

คนรวย: คนรวยมักจะมีธุรกิจ หรือองค์กรเป็นของตัวเอง

ซึ่งโดยปกติแล้วผู้นำในองค์กรคือคนรวยที่มักจะปลูกฝังสำนึกความเป็นเจ้าของให้กับคนอื่น

โดยพวกเขามักจะบอกคนในองค์กรว่า “คุณต้องตั้งใจทำงานและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในองค์กร

รวมถึงจงรักภักดีต่อองค์กรและแสดงความคิดสร้างสรรค์ของคุณออกมา

โดยสิ่งที่คุณพยายามทำทั้งหมดนั้นไม่ได้เป็นการทำเพื่อองค์กรแต่เพื่อตัวคุณเองต่างหาก”

ซึ่งสิ่งที่พวกเขาบอกกับคนในองค์กรนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เนื่องจากคนยากจนมีสิทธิ์

ที่จะได้รับผลตอบแทนจากความตั้งใจในการทำงาน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนรวยเหล่านั้น

ก็จะได้รับประโยชน์จากคนยากจนอีกต่อหนึ่งด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้คนร่ำรวยยังไม่เคยขาดสำนึกความเป็นเจ้าของ

เพราะพวกเขาเป็นผู้สร้างความรู้สึกนี้และต้องการให้คนอื่นมีความรู้สึกเช่นเดียวกัน!

3. วงสังคม

คนจน: ดังคำกล่าวที่ว่า ‘นกที่มีขนเหมือนกันจะอยู่รวมกลุ่มกัน’

ดังนั้นวงสังคมของคนจนจึงมักจำกัด อยู่ในวงแคบ

และถือว่าการติดต่อกับสัมพันธ์กับคนรวยถือเป็นเรื่องที่พิเศษ

นอกจากนี้คนที่อยู่ในสถานะทางสังคมที่เหมือนกันมักจะมีอะไรคล้าย ๆ

กันทำให้เมื่อพูดคุยกันแล้วมีความสบายใจ เช่น พวกเขาสามารถ

พูดคุยกันเรื่องสินค้าลดราคา, งานบ้านรวมถึงการใช้ชีวิตประจำวัน

แต่การที่มีวงสังคมที่แคบนี้เองทำให้พวกเขาไม่มีความทะเยอทะยาน

และปล่อยให้โอกาสแต่ละอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตหลุดลอยไปอย่างช้า ๆ

คนรวย: เพื่อนของเรามักจะสามารถบ่งบอก ถึงตัวตนของเราได้

ดังนั้นคนรวยจึงมักจะเป็นเพื่อนกับคนที่เอื้อประโยชน์ได้

แต่ไม่ได้หมายความว่าคนรวยจะคบเพื่อนที่ความรวย

พวกเขาจะคบกับคนที่รับฟังไอเดียของพวกเขา และสามารถให้แรงบันดาลใจได้

นอกจากนี้วงสังคมของคนรวยยังกว้างขวางและมีเพื่อนใหม่ ๆ อยู่เสมอ

เนื่องจากคนรวยมักจะขยายวงสังคมให้กว้างขึ้นเพื่อรับข้อมูล

ข่าว ส า ร หรือความคิดใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์กับพวกเขานั่นเอง

4. แพชชั่น

คนจน: แพชชั่นเป็นสัญลักษณ์ของความมีชีวิตชีวา และความคิดสร้างสรรค์

โดยปกติแล้วคนยากจนมักจะเน้นเรื่องความมั่นคงปลอดภัยเป็นหลัก

พวกเขาจึงทำงานทีละขั้นตอนเพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายและลดความ เ สี่ ย ง ที่จะเกิดขึ้น

แต่ในขณะเดียวกันความรอบคอบ ที่มากเกินไปนี้ก็เป็นการขัดขวางการมีแพชชั่น

ซึ่งมีแนวโน้มที่จะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงาน แ ย่ ลง

และมีการเฉื่อยชาทางความคิดรวมถึงเป็นอุปสรรค ในการการไล่ทำตามความฝันอีกด้วย

นอกจากนี้การขาดแพชชั่น จะทำให้คุณขาดแรง ก ร ะ ตุ้ น และขาดความเจริญรุ่งเรืองไปตามลำดับ

คนรวย: คนรวยมักต้องใช้ทั้งความอดทนและแพชชั่น ในการพัฒนา

ในอาชีพของตัวเองไปอีกขั้น และการที่พวกเขาต้องแก้ไขปัญหา

และฝ่าฝันอุปสรรคอยู่อย่างต่อเนื่องนี้เอง

ทำให้คนรวยคุ้นเคยกับการใช้ความอุตสาหะและแพชชั่น

ในการเผชิญต่อสถานการณ์ที่ยากลำบาก

โดยสำหรับพวกเขาแล้วรางวัล ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการไล่ตามแพชชั่น

และการต่อสู้กับความยากลำบากไม่ใช่การที่พวกเขาร่ำรวยมากขึ้น

หรือการที่ได้ยกระดับสถานะทางสังคม แต่เป็นความภาคภูมิใจ

ที่เกิดขึ้นจากการที่ได้ทำตามแพชชั่นและความฝันนั่นเอง

5. การเรียนรู้และการท้าทาย

คนจน: คนจนมักแสวงหาการใช้ชีวิต ที่ง่ายดายและสะดวกสบาย

อีกทั้งชอบที่จะไหลไปตามน้ำแต่จะไม่คิดว่าทำอย่างไรตัวเองถึงจะโดดเด่นขึ้นมา

พวกเขาไม่ชอบการผจญภัยและไม่เต็มใจที่จะเรียนรู้รวมถึงทำสิ่งใหม่ ๆ

ที่ท้าทายนอกจากจะถูกบังคับ ให้ทำเท่านั้น ซึ่งความล้มเหลวเป็นอุปสรรค

ที่ทำให้คนยากจนไม่มีการพัฒนาขีดจำกัดและก้าวออกมาจากกรอบของตนเอง

คนรวย: คนรวยมีการพัฒนาความรู้ และแนวคิดอย่างรวดเร็วเพราะพวกเขาได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ

และกล้าที่จะลองสิ่งใหม่ ๆ ที่คนอื่นไม่กล้าทำ นอกจากนี้พวกเขายังท้าทายตัวเองอยู่ตลอดเวลา

และลองค้นหาสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งไม่เหมือนกับคนจนที่มักกลัวความล้มเหลว

เมื่อคนรวยตัดสินใจอะไรซักอย่างแล้วพวกเขาจะมุ่งตรงไป ที่เป้าหมาย

ซึ่งจะไม่ทำแบบขอไปทีแต่ต้องผ่านการวิเคราะห์ และคำนวณมาอย่างรอบคอบ

กล่าวได้ว่า คนจนคือคนที่อยู่ในกรอบและระมัดระวังตัวเกินไป

ส่วนคนรวยคือคนที่เปิดกว้างด้านการเรียนรู้ และกล้าที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ประสบความสำเร็จ

6. มุมมองเกี่ยวกับความร่ำรวยและการ ล ง ทุ น

คนจน: คนจนมักจะเน้นที่การออมเงิน เพื่อให้ชีวิตผ่านไปได้ในแต่ละวัน

เพราะพวกเขาคิดว่าการเก็บออมเงินคือการเพิ่มมูลค่าของเงิน

และมักจะฝากเงินไว้ในธนาคารเนื่องจากเป็นวิธีที่ปลอดภัยและมั่นคงที่สุด

ในการเก็บ รั ก ษ า ของมีค่า นอกจากนี้คนจนยังใช้จ่ายในเงินไปในด้านค่าครองชีพ

แต่มักจะไม่ค่อยนำเงินไป ล ง ทุ น ซึ่งอาจให้ผลกำไรที่มากขึ้น

คนรวย: การควบคุมค่าใช้จ่ายที่มากเกินไปเป็นการลดคุณภาพชีวิต

อีกทั้งยังไม่ช่วยเพิ่มฐานะทางการเงินอีกด้วย ดังนั้นคนรวยจึงให้ความสำคัญกับการหาแหล่งรายได้ใหม่

อีกทั้งการได้ดอกเบี้ยเล็ก ๆ น้อย ๆ จากเงินฝากในธนาคารก็ไม่ได้

เป็นจำนวนที่มากนัก ดังนั้นคนรวยจึงมีมุมมองด้านการเงินที่มีความยืดหยุ่นและเปิดกว้าง

พวกเขาจึงมีการนำเงินไป ล ง ทุ น ในโปรแกรมการ ล ง ทุ น เพื่อให้ได้ผลตอบแทนจำนวนมาก

ทั้งนี้ ข้อแตกต่างระหว่างคนรวย กับคนจนไม่ได้มีเฉพาะดังที่กล่าวมาเท่านั้น

เพราะเรายังต้องเรียนรู้ ลักษณะนิสัยของพวกเขาเพิ่มเติมอีกด้วย

ที่มา : s e l f m a d e

Load More Related Articles
Load More By adminjing
Load More In ข้อคิดสอนใจ

Check Also

ไม่อยากให้ลูกลำบาก จงเลี้ยงลูกให้รู้จักความลำบาก

วันก่อนพาลูกไปร้านเครื่องเขียน ลูกอยากได้กล่องดินสอ ลูกจึงไปเลือกกล่องดินสอแบบสุดหรู แต่ผม…