Home ข้อคิดสอนใจ นิสัย 4 อย่าง ถ้าเลิกได้ คุณจะใช้ชีวิตแบบเข้มแข็ง ไม่พึ่งพาคนอื่นได้

นิสัย 4 อย่าง ถ้าเลิกได้ คุณจะใช้ชีวิตแบบเข้มแข็ง ไม่พึ่งพาคนอื่นได้

7 second read
0
0
122

รู้ไหมว่า บางนิสัยที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้ เป็นนิสัยที่ฉุดรั้งพัฒนาการของเราทั้งเรื่องการงานและเรื่องจิตใจ บางคนทำงานอยู่หลายปีไม่ได้ปรับตำแหน่งเสียที หรือเสียใจกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนคนภายนอกมองว่าอ่อนแอ จริงๆ แล้วนิสัยเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็น นิสัยที่ควรเลิกทำ เพื่อทำให้สภาพจิตใจของเราเข้มแข็งและเติบโตขึ้น

มาดูกันว่า นิสัยที่ควรเลิกทำ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้จิตใจมีอะไรบ้ าง

1.เลิกพึ่งพาคนอื่น

เวลารู้สึกไม่สบอารมณ์เรื่องความสัมพันธ์กับคนอื่น สาเหตุใหญ่มักมาจากการที่ต้องอาศัยคนอื่น เมื่อเราเริ่มพึ่งพาคนอื่นเมื่อไร พอไม่มีคนนั้น อนาคตของตัวเองก็จบสิ้น

หมายความว่าชีวิตของตัวเองจะเป็นไปในทิศทางไหนก็ขึ้นอยู่กับคนอื่นเป็นหลัก ทางที่ดีควรเปลี่ยนจากการพึ่งพาคนอื่นเป็นเรียนรู้จากคนอื่นจะดีเสียกว่า

คนที่พึ่งพาคนอื่นเป็นประจำมีแนวโน้มเป็นคนชอบ “โทษคนอื่น” หางานทำไม่ได้ก็โทษโรงเรียน งานไม่ราบรื่นก็โทษหัวหน้า โทษเพื่อนร่วมงาน ฯลฯ การโทษคนอื่นไปเสียทุกอย่างอาจเป็นเรื่องง่าย แต่สุดท้ายจะกลายเป็นว่าตัวเองถูกคนอื่นควบคุม

หากอย ากเข้มแข็งและแข็งแกร่งขึ้นง่ายนิดเดียว แค่คิดด้วยตัวเอง ตัดสินใจด้วยตัวเอง และรับผลจากการตัดสินใจนั้นด้วยตัวเอง และรับผลจากการตัดสินใจนั้นด้วยตัวเอง

คนที่ชอบพึ่งพาคนอื่นคือคนที่ไม่คิดเอง ไม่ตัดสินใจด้วยตัวเอง ทำให้ต้องไหลไปตามคำพูดของคนอื่น ต้องพึ่งพาคนอื่น และไม่มีทางที่จะเข้มแข็งและยืนหยัดได้

2.เลิกทุกข์ใจเรื่องปมด้อย

ถ้ามัวแต่ทุกข์ใจเรื่องปมด้อยก็อาจเกิดข้อเสียได้ เช่นคำว่า “คนอย่างฉันทำไม่ได้หรอก” และนิสัยนี้ทำให้กลายเป็นคนที่ดูถูกคนอื่นว่า “ห ม อนั่นก็ทำไม่ได้หรอก”

ลองนำปมด้อยของคุณมาเป็นอ า วุ ธดังเช่นคนต่อไปนี้ บางคนกลุ้มใจที่ตัวเองผิวแห้ง จึงเปิดกิจการร้านเสริมสวย บางคนลำบากที่ตัวเองเป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

จึงเปิดร้านออนไลน์ขายผลิตภัณฑ์แก้ภูมิแพ้ คนที่อย ากแต่งงานแต่ไม่มีโอกาสได้เจอผู้คนก็จัดกิจกรรมหาคู่ คนที่เคยทุกข์ร้อนจากการหย่าร้าง ก็เปิดบริษัทที่ปรึกษาด้านการหย่าร้าง

จริงๆ แล้วปมด้อยที่คุณกังวลจะช่วยสร้างตลาดใหม่ได้ ไม่ว่าจะวิกผม การปลูกผม การลดน้ำหนัก เสริมสวย หรือเรียนภาษาอังกฤษ ทั้งหมดล้วนเป็นธุรกิจที่เกิดจากปมด้อยด้วยกันทั้งนั้น

ปมด้อยที่นำไปสร้างเป็นธุรกิจได้นั้น คนส่วนใหญ่คงรู้สึกว่าไม่น่าทำได้จริง แต่จริงๆ แล้ว ปมด้อยก็เป็นสิ่งที่ “เราคิดไปเอง” คนส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจขนาดนั้น

ลองบอกกับเพื่อนว่า “ช่วงนี้รู้สึกอ้วนขึ้น” อีกฝ่ายก็ตอบผ่านๆ ว่า “เหรอ ก็คงใช่มั้ง” หรือถ้าบอกว่า “ช่วงนี้ผมหงอกขึ้นเยอะจัง” อีกฝ่ายก็ตอบแค่ “อายุสามสิบกว่าก็งี้แหละ” คนอื่นไม่ได้มองหรือสนใจเราเหมือนอย่างที่กังวลขนาดนั้น อย่างปมด้อยที่พูดไปก่อนหน้านี้ ทุกคนก็คงแค่รับรู้และไม่ได้ใส่ใจเป็นพิเศษ

ทุกอย่างมีสองด้าน เรื่องที่คุณคิดว่าเป็นจุดอ่อนก็สามารถเปลี่ยนเป็นจุดแข็งได้

3.ทิ้งเรื่องกังวลใจ

แต่ละคนมีเรื่องที่ต้องกังวลแตกต่างกันไป เช่น เรื่องงาน เงิน การแต่งงาน ชีวิตหลักเกษียณ การประชุมสัปดาห์หน้า หรือการพรีเซ้นต์งานใหญ่กับลูกค้า

แต่เรื่องส่วนใหญ่ถึงจะกังวลไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเป็นอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น และไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ความกังวลกับเรื่องที่ยังไม่เกิดก็เป็นแค่การคิดไปเอง ซึ่งทำให้เสียเวลาและพ ลั งใจ ไม่ช่วยให้เติบโต

การจะขจัดความกังวลได้นั้น มีแต่ต้องลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรมเท่านั้น วิธีขจัดความกังวลว่าจะพรีเซ้นต์งานได้ดีหรือเปล่า มีเพียงการฝึกซ้อม เตรียมเอกส า รให้พร้อม

คาดเดาหัวข้อที่น่าจะโดนสอบถามล่วงหน้า ให้ทุกคนช่วยคอมเมนต์ แล้วแก้ไข ฝึกซ้อมซ้ำๆ ให้พูดได้โดยไม่ต้องมองเอกส า ร รวมถึงกิริย าท่าทางและการใช้มือเพื่อดึงดูดความสนใจ

แต่ถ้านึกวิธีจัดการอย่างเป็นรูปธรรมไม่ออก แสดงว่าความกังวลนั้นยังคลุมเครือ แค่รู้สึกกังวลเฉยๆ แต่จับความรู้สึกได้ไม่แน่ชัดว่ากังวลเรื่องอะไร แบบนี้ย่อมนึกวิธีแก้ไขไม่ออก ความกังวลก็ไม่มีทางหายไป ดังนั้นหาให้เจอชัดๆ ก่อนว่ากังวลเรื่องอะไร

ถ้ากังวลเรื่องสุ ข ภ า พ ให้เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต เลือกกินอ า ห า รที่มีประโยชน์ต่อสุ ข ภ า พ หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ทำให้เ ค รี ย ดเกินไป เมื่อเจอแนวทางไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เราก็หาวิธีแก้ไขแล้วลงมือทำทีละอย่าง แม้จะขจัดความกังวลไม่ได้ทั้งหมด แต่สามารถบรรเทาลงได้

4.เลิกโทษตัวเอง

การโทษตัวเองเป็นกับดัก เพราะบางครั้งทำให้เรามัวแต่คิดว่า “เรานี่แ ย่ขนาดไหน” พอตำหนิตัวเองว่า “เราแ ย่มากที่ไม่ระมัดระวังให้ดี” หรือ “สื่อส า รได้แ ย่อย่างนี้ เราคงไม่มีทางประสบความสำเร็จหรอก” มีแต่ทำให้ทุกข์ใจมากขึ้น

เมื่อไม่ยอมรับตัวเองมาขึ้นเท่าไหร่ เราจะตั้งขีดจำกัดว่า “ยังไงเราก็ทำได้แค่นี้” และหาเหตุผล “แก้ตัวให้ตัวเองไม่ต้องทำ” การโทษคนอื่นไม่ทำให้ตัวเองเติบโต

แต่การเอาแต่ตำหนิตัวเองอย่างเดียวก็ย ากที่จะก้าวไปข้างหน้าได้ ทำให้เมื่อต้องเจอกับสถานการณ์แบบเดียวกันอีกก็จะตื่นกลัวมากเกินความจำเป็น ต่อให้มีศักยภาพพอจะก้าวข้ามสิ่งนั้นจริงๆ แต่ก็อาจทิ้งโอกาสของตัวเอง เพราะคิดว่า “ไม่น่าจะไหว เมื่อก่อนเราก็ทำไม่ได้นี่”

แต่ถ้านิย าม “ความสำเร็จเฉพาะตัวได้” ต้องใช้เกณฑ์ความรู้สึกพึงพอใจว่าเป็นสภาพที่ตัวเราเองยอมรับได้ ไม่เสียใจภายหลัง ทำให้เรารู้สึกพอใจมากและมีรอยยิ้ม

เช่น บางคนพอใจกับการทำงานอย่างบ้ าคลั่ง ในขณะที่บางคนกลับทำงานนิดหน่อยพอแค่ให้ตัวเองได้เที่ยวและมีความสุข เลิกโทษตัวเองตั้งแต่วันนี้ แล้วก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความสุขและเข้มแข็ง

ที่มา : a m a r i n b o o k s

Load More Related Articles
Load More By adminjing
Load More In ข้อคิดสอนใจ

Check Also

7 นิสัยแย่ๆ ในที่ทำงาน หลายคนทำ..แต่ไม่รู้ตัว

1. สร้างภาพ พอหัวหน้าอยู่ ก็ทำเป็นขยันขันแข็ง ทำงานหนัก รีบพรีเซนต์ตัวเองว่าทำอะไรไปบ้าง ต…